“พ่อแม่บุญธรรมรับมาเลี้ยงตอนเกิดได้ 3 วัน” ต้องฝ่าฟันอุปสรรคสุดใจ จนถึงวันที่ได้รับทุนเรียนปริญญาตรีฟรี

จากเด็กที่พ่อแม่รับมาเลี้ยงตอน 3 วัน สู่เส้นทางเก็บเงินเรียนเอง และวันที่ได้รับทุน 4 ปี
“พ่อแม่บุญธรรมรับหนูมาเลี้ยงตอนเกิดได้ 3 วัน”
คำพูดเปิดใจของ น้องชุรีภรณ์ จันทรภูมิ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาภาษาจีน คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ผู้ที่ได้รับทุนการศึกษาต่อเนื่องตลอดหลักสูตรจาก ร้อยโท ดร.ปรีดา หวานใจ จำนวน 118,000 บาท ที่หากไม่ได้นั่งฟังเธอเล่าด้วยตัวเอง คงไม่มีใครรู้เลยว่า เบื้องหลังรอยยิ้มและการได้มาซึ่งทุนการศึกษาในวันนี้ เธอต้องผ่านอะไรมาบ้างในชีวิต
วันที่รู้ความจริง และความผูกพันที่ตัดไม่ขาด
“คุณพ่อคุณแม่อุปการะรับหนูมาเลี้ยงตั้งแต่เกิดได้ 3 วัน ด้วยความที่พ่อกับแม่ไม่สามารถมีลูกได้ ก็เลยอยากได้เด็กสักคนหนึ่ง”
เธอเติบโตมาในความอบอุ่นของพ่อและแม่ จนกระทั่งช่วง ป.5 ถึง ป.6 ถึงได้รู้ความจริงว่าแม่แท้ๆ คือใคร ในวัยเด็กตอนนั้น เธอพยายามตามหา โทรหาทุกช่องทางที่พอจะทำได้ แต่เมื่อไม่มีการตอบรับกลับมา ความรู้สึกท้อจึงทำให้ตัดสินใจหยุดตามหา
“มันผูกพันกับพ่อแม่เลี้ยงไปแล้ว ถามว่ามีความอยากรู้ไหมว่าเขาคือใคร เขาเป็นยังไง ตอนนี้ก็ยังอยากรู้ แต่ด้วยความที่มันตามหาไม่ได้แล้ว ก็เลยไม่ได้ตามหาแล้วค่ะ”
เมื่อเสาหลักจากไป และวันที่ต้องหยุดเรียนเพื่อพ่อ
ชีวิตวัยเด็กเคยอยู่พร้อมหน้ากันสามคนพ่อแม่ลูก จนกระทั่งขึ้นชั้น ม.4 มะเร็งร้ายได้พรากคุณแม่ไป ทำให้ชีวิตหลังจากนั้นเหลือเพียงเธอกับคุณพ่อแค่สองคน
พอเรียนจบ ม.6 เธอสมัครเรียนต่อมหาวิทยาลัยราชภัฏแถวบ้านไว้เรียบร้อยแล้ว แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไปเรียน เพราะคุณพ่อล้มป่วยหนักเป็นโรคไต
“พ่อหนูป่วย ก็เลยต้องหยุดทุกอย่าง แล้วก็ดูแลคุณพ่อตอนนั้น เลยทำให้ไปเรียนซัมเมอร์หรือเริ่มเรียนช่วงแรกๆ กับเพื่อนไม่ทัน”

วัยรุ่นที่ไม่ได้วิ่งเล่น แต่เลือกทำงานหาเงินส่งตัวเอง
น้องชุลีพรเล่าว่า เธอเริ่มหาเงินช่วยครอบครัวมาตั้งแต่ ม.ต้น ช่วงที่แม่ยังอยู่ก็ช่วยกันทำขนมเค้ก ทำของกินขายออนไลน์ แต่พอแม่เสียไปตอน ม.4 ขนมก็ไม่ได้ทำต่อเพราะไม่มีคนช่วย จึงหันมาขายเสื้อผ้าออนไลน์ และตัดสินใจไปสมัครทำงานเซเว่น
“ช่วง ม.4 มันยากมากค่ะ เพราะอายุเพิ่ง 16 เซเว่นเขาก็ยังรับยาก แต่เรามีความอยากทำงาน เพราะจำเป็นต้องใช้เงินจริงๆ พ่อป่วยเป็นโรคไต ค่าใช้จ่ายทุกอย่างมันเยอะขึ้น หนูก็ทำเซเว่นสลับกับขายของออนไลน์จนจบ ม.6”
เมื่ออาการป่วยของพ่อเริ่มดีขึ้น เธอจึงตัดสินใจเข้ากรุงเทพฯ มุ่งหน้าทำงานเป็นผู้ช่วยแพทย์ที่คลินิกแห่งหนึ่งอยู่ปีกว่า ทำงานเก็บเงินก้อนแรกด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเอง เพื่อนำมาสานฝันในการเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาตามที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก
ชีวิตในเมืองหลวง กับค่าจ้างวันละ 500 บาท
แม้จะได้เข้าเรียนในสาขาภาษาจีนตามที่หวัง แต่ภาระค่าใช้จ่ายทุกอย่าง ทั้งค่าเทอม ค่าหอพัก ค่ากินอยู่ เธอยังคงต้องบริหารจัดการด้วยตัวเองทั้งหมด วันที่ว่างจากการเรียน เธอไปทำงานเป็นพนักงานต้อนรับหน้าร้านต่อขนตาย่านเอกมัย ได้ค่าจ้างวันละ 500 บาท เพื่อนำมาหมุนเวียนใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
“อนาคตหนูอยากเป็นล่าม เพราะมองว่าภาษาจีนสำคัญมาก ถ้าเราได้ภาษา มันจะสามารถต่อยอดอนาคต สายงานมันจะกว้าง ก็เลยเลือกเรียนภาษาจีน”

ทุนการศึกษาที่ไม่ใช่แค่เงิน แต่คือโอกาสเปลี่ยนชีวิต
เมื่อมีโครงการทุนของ ร้อยโท ดร.ปรีดา หวานใจ เปิดรับสมัคร เธอจึงตัดสินใจยื่นใบสมัครและผ่านการสัมภาษณ์จนได้รับทุนการศึกษาตลอดหลักสูตร 4 ปี ซึ่งช่วยปลดล็อกความกังวลเรื่องค่าเล่าเรียนไปได้ทั้งหมด เหลือเพียงค่ากินอยู่และค่าห้องพักที่เธอตั้งใจจะทำงานหาเงินดูแลตัวเองต่อไป
“ไม่เคยคิดเลยว่าสิ่งที่ได้เจอมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เป็นลูกบุญธรรม หรือเรื่องที่ตัวเองต้องทำงานมากกว่าคนอื่น เด็กคนอื่นอาจจะวิ่งเล่น อาจจะเล่นเกม หรืออยู่บ้าน แต่คิดว่ามันไม่ได้เป็นอุปสรรค กลับมองว่ามันคือโอกาสด้วยซ้ำ ถึงแม้ว่ามันจะเหนื่อย จะมีบ้างที่ท้อ แต่การที่เราได้ทั้งงานและได้ทั้งเรียน มันเป็นประสบการณ์ชีวิตของเรา”
“ทุกคนมีปัญหา ทุกคนมีอุปสรรค แต่อยู่ที่ว่าเราจะมองว่ามันเป็นอุปสรรค หรือว่าจะมองว่ามันเป็นโอกาส”
คำขอบคุณจากหัวใจ
“ต้องขอขอบคุณท่านร้อยโท ดร.ปรีดา หวานใจ ค่ะ ที่ท่านได้สนับสนุนกองทุนก้อนนี้มา เพราะนี่คือโอกาสที่มีค่ามากๆในชีวิต ไม่ได้มองว่าเป็นแค่เงินก้อนหนึ่ง แต่มันคือโอกาสที่จะเปลี่ยนอนาคตให้ดีขึ้นได้ จะมุ่งมั่นพัฒนาตัวเอง จะเป็นนักศึกษาที่ดี นำความสำเร็จมาสู่ตัวเอง สู่มหาวิทยาลัย และทำให้พ่อ รวมถึงทุกคนที่ให้โอกาส ได้ภูมิใจว่าสิ่งที่ท่านมอบให้มานั้น หนูทุ่มเทกันมันอย่างเต็มที่และทำอย่างดีที่สุด”