เปิดสถิติเด็กนอกระบบ 603,095 คน ติดตามแล้ว 313,070 คน ยังเหลือเกือบ 3 แสนคน อึ้งเป็นเด็กต่างชาติ 1.12 แสนคน

เปิดสถิติเด็กนอกระบบ 603,095 คน ติดตามแล้ว 313,070 คน ยังเหลือเกือบ 3 แสนคน อึ้งเป็นเด็กต่างชาติ 1.12 แสนคน ยังไม่พบตัวตน 45,924 คน เสี่ยงหลุดระบบการศึกษา! หวั่นเกิดปัญหาสังคมระยะยาว

กระทรวงศึกษาธิการเปิดข้อมูล Thailand Zero Dropout Dashboard ล่าสุด ณ 7 พฤศจิกายน 2569 พบเด็กนอกระบบการศึกษาที่ต้องติดตามรวม 603,095 คน ติดตามแล้ว 313,070 คน หรือ 51.9% ยังเหลืออีก 290,025 คน ที่สำคัญ ในจำนวนทั้งหมดเป็นเด็กต่างชาติถึง 112,831 คน และในกลุ่มนี้ที่ติดตามแล้วกลับยังไม่พบตัวตนถึง 45,924 คน หรือ 72.6% สูงกว่าเด็กไทยเกือบ 5 เท่า สะท้อนว่าเด็กกลุ่มนี้เสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษาโดยที่รัฐยังเข้าไม่ถึงตัว และหากปล่อยไว้อาจกลายเป็นปัญหาสังคมระยะยาว

สรุปประเด็นสำคัญ

  • กลุ่มเป้าหมายเด็กนอกระบบรวม 603,095 คน เป็นเด็กไทย 490,264 คน และเด็กต่างชาติ 112,831 คน
  • เด็กต่างชาติที่ติดตามแล้ว 63,226 คน ไม่พบตัวตน (รหัส 701) ถึง 45,924 คน หรือ 72.6% เทียบกับเด็กไทยที่ไม่พบตัวตน 14.6%
  • หากนับจากเด็กต่างชาติทั้งหมด พบตัวตนแล้วเพียง 17,302 คน หรือ 15.3% ขณะที่เด็กไทยพบตัวตนแล้ว 43.5%
  • ภาพรวมทั้งประเทศ ติดตามแล้ว 313,070 คน (51.9%) เพิ่มขึ้น 9,636 คนในช่วงประมาณ 2 สัปดาห์ หลังจากวันที่ 24 ต.ค. 2569 ติดตามได้ 303,434 คน (50.31%)
  • ประเทศไทยมีกรอบนโยบายให้เด็กทุกคนเรียนได้โดยไม่จำกัดสถานะทางทะเบียน แต่การเข้าถึงจริงยังติดอุปสรรค ทั้งเอกสาร การย้ายถิ่น และการเชื่อมข้อมูล

เทียบตัวเลขไทย–ต่างชาติ ช่องว่างอยู่ที่ “การพบตัว” ไม่ใช่ “การติดตาม”

เมื่อแยกข้อมูล Dashboard ออกเป็นเด็กไทยและเด็กต่างชาติ (ตัวเลขเด็กไทยคำนวณจากยอดรวมหักด้วยยอดเด็กต่างชาติ) จะเห็นภาพที่ต่างจากความเข้าใจทั่วไปอย่างชัดเจน กล่าวคือ เจ้าหน้าที่ติดตามเด็กต่างชาติไปแล้วในสัดส่วนที่สูงกว่าเด็กไทยด้วยซ้ำ แต่ส่วนใหญ่เมื่อติดตามแล้วกลับไม่พบตัวเด็ก

รายการ เด็กไทย เด็กต่างชาติ
กลุ่มเป้าหมายทั้งหมด 490,264 112,831
ติดตามแล้ว (สัดส่วนจากเป้าหมาย) 249,844 (51.0%) 63,226 (56.0%)
พบตัวตน (สัดส่วนจากที่ติดตามแล้ว) 213,349 (85.4%) 17,302 (27.4%)
ไม่พบตัวตน รหัส 701 (สัดส่วนจากที่ติดตามแล้ว) 36,495 (14.6%) 45,924 (72.6%)
อยู่ระหว่างดำเนินการ 240,420 (49.0%) 49,605 (44.0%)
พบตัวตนแล้ว เทียบกับเป้าหมายทั้งหมด 43.5% 15.3%

ตัวเลขชุดนี้บอกอะไร ประการแรก การติดตามเด็กต่างชาติไม่ได้ล่าช้ากว่าเด็กไทย เพราะติดตามไปแล้ว 56.0% เทียบกับเด็กไทย 51.0% ประการที่สอง ปัญหาอยู่ที่ผลลัพธ์ของการติดตาม ในเด็กต่างชาติทุก 4 คนที่เจ้าหน้าที่ลงไปตาม มีเกือบ 3 คนที่ไม่พบตัว ประการที่สาม เด็กต่างชาติคิดเป็นเพียง 18.7% ของเป้าหมาย แต่เป็นถึง 55.7% ของยอดไม่พบตัวตนทั้งประเทศ 82,419 คน

กล่าวอีกแบบหนึ่ง หากวัดความสำเร็จด้วยจำนวนเด็กที่ “พบตัวแล้ว” เทียบกับเป้าหมายทั้งหมด เด็กต่างชาติอยู่ที่เพียง 15.3% ห่างจากเด็กไทย (43.5%) เกือบ 3 เท่า นี่คือช่องว่างที่ตัวเลข “ติดตามแล้ว 51.9%” ในภาพรวมบดบังไว้

ไทม์ไลน์ตัวเลขเด็กนอกระบบ

  • ปี 2567: ศธ. สำรวจพบเด็กอายุ 3–18 ปีหลุดจากระบบ 1,025,514 คน เป็นเด็กไทย 767,304 คน ที่เหลือราว 2.58 แสนคนเป็นเด็กต่างชาติ ซึ่งในขณะนั้นนำกลับเข้าเรียนได้ 31,816 คน หรือ 12.32%
  • ปี 2568: จำนวนเป้าหมายลดลงเหลือ 603,095 คน ตามที่ประธานอนุกรรมการฯ เปิดเผยในการเปิดปฏิบัติการ Thailand Zero Dropout PLUS เมื่อ 20 มี.ค. 2569
  • 24 ต.ค. 2569: Dashboard แสดงติดตามแล้ว 303,434 คน (50.31%) อยู่ระหว่างดำเนินการ 299,661 คน
  • 7 พ.ย. 2569: ติดตามแล้ว 313,070 คน (51.9%) อยู่ระหว่างดำเนินการ 290,025 คน (48.1%)

หมายเหตุ: ตัวเลขปี 2567 มาจากการสำรวจคนละรอบและอาจใช้นิยามต่างกัน จึงใช้ดูทิศทางได้ แต่ไม่ควรนำมาเทียบแบบตัวต่อตัว

“ไม่พบตัวตน” ไม่ได้แปลว่าเด็กหายไป แต่แปลว่าระบบตามไม่ถึง

รหัสสถานะ 701 ใน Dashboard หมายถึงกรณีที่ติดตามแล้วแต่ไม่พบตัวเด็กตามข้อมูลที่มีอยู่ ศธ. ยังไม่ได้เผยแพร่การแจกแจงว่าแต่ละกรณีเกิดจากสาเหตุใด อย่างไรก็ตาม ลักษณะของเด็กข้ามชาติชี้ว่าอาจมีหลายปัจจัยซ้อนกัน เช่น การย้ายที่อยู่ตามผู้ปกครองที่เปลี่ยนนายจ้างหรือย้ายไซต์งาน การเดินทางกลับประเทศต้นทาง ข้อมูลทะเบียนที่คลาดเคลื่อนหรือซ้ำซ้อน รวมถึงเด็กที่ไปเรียนในศูนย์การเรียนรู้สำหรับเด็กข้ามชาติซึ่งยังไม่เชื่อมกับฐานข้อมูลของรัฐ

ปัจจัยสุดท้ายนี้มีน้ำหนักไม่น้อย UNDP รายงานว่าแม้กฎหมายไทยจะรับรองสิทธิการศึกษาของเด็กทุกคน แต่เด็กข้ามชาติยังเผชิญอุปสรรคในการเข้าเรียนในโรงเรียนรัฐ ศูนย์การเรียนรู้จึงยังมีบทบาทสำคัญในการรองรับเด็กไม่ให้หลุดหายไป โดยมูลนิธิแห่งหนึ่งที่ดำเนินงานตามแนวชายแดนไทย–เมียนมา ดูแลศูนย์การเรียนรู้ 10 แห่ง มีเด็กกว่า 2,500 คน

ข้อควรระวังในการอ่านตัวเลข

  • ตัวเลข 112,831 คน คือ กลุ่มเป้าหมาย ที่ต้องติดตาม ไม่ได้ยืนยันว่าเด็กทุกคนยังไม่ได้เรียนอยู่ในขณะนี้
  • “ติดตามแล้ว” ไม่เท่ากับ “กลับเข้าเรียนแล้ว” ผลติดตามบางส่วนพบว่าเด็กเรียนอยู่แล้ว ทั้งในประเทศ ต่างประเทศ หรือการศึกษาทางเลือก
  • รหัส 701 ไม่ควรถูกตีความว่าเด็กสูญหาย ไม่มีตัวตนทางกฎหมาย หรือเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม จนกว่าจะมีข้อมูลแจกแจงสาเหตุจากหน่วยงาน
  • ตัวเลขใน Dashboard เปลี่ยนแปลงตามการบันทึกข้อมูลของเจ้าหน้าที่

สิทธิมีแล้วตั้งแต่ 2548 ช่องว่างอยู่ที่การเข้าถึง

ประเทศไทยมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2548 ขยายโอกาสทางการศึกษาให้บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศไทย ควบคู่กับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 54 และ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 10 ที่กำหนดให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย UNICEF เคยประเมินว่านโยบายของไทยเปิดกว้างถึงขั้นกำหนดการศึกษาฟรี 15 ปีให้เด็กทุกคน แต่เด็กข้ามชาติก็ยังเป็นกลุ่มที่อยู่นอกระบบมากที่สุด โดยบางการประมาณการชี้ว่าราวครึ่งหนึ่งไม่ได้เรียน

ในอีกด้านหนึ่ง ข้อมูลสถิติ สพฐ. ปีการศึกษา 2569 แสดงว่าโรงเรียนในสังกัดมีนักเรียนสัญชาติเมียนมา 116,454 คน กัมพูชา 17,975 คน และลาว 17,955 คน รวม 152,384 คน ตัวเลขนี้ยืนยันว่าระบบโรงเรียนรัฐรับเด็กข้ามชาติไว้จำนวนมากแล้ว และทำให้เห็นว่าเด็กต่างชาติในกลุ่มเป้าหมาย Zero Dropout คือกลุ่มที่ “ยังหลุดจากตาข่าย” ไม่ใช่เด็กต่างชาติทั้งหมด

ประเด็นนี้อยู่ในวาระของรัฐบาลแล้ว เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 คณะรัฐมนตรีรับทราบข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กรณีเด็กไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยเข้ารับการศึกษา โดยมอบให้ ศธ. ผ่าน สพฐ. เป็นหน่วยงานหลักพิจารณาร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข สมช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง กสม. ระบุว่าเด็กต่างด้าวทั้ง 5 กลุ่มยังมีอุปสรรคในการเข้าถึงการศึกษา ความคืบหน้าของการดำเนินการตามมติดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่สังคมควรติดตาม

หากปล่อยไว้ ความเสี่ยงไม่ได้จบที่ตัวเด็ก

เด็กที่ระบบตามไม่ถึงไม่ได้เสียเพียงโอกาสเข้าห้องเรียน แต่อาจหลุดจากกลไกคุ้มครองที่โรงเรียนเป็นด่านหน้าอยู่ด้วย ความเสี่ยงที่ควรจับตา ได้แก่

  1. ด้านการคุ้มครองเด็ก เด็กนอกโรงเรียนขาดผู้ใหญ่ที่สังเกตสัญญาณผิดปกติ เสี่ยงต่อการใช้แรงงานเด็กและการแสวงหาประโยชน์มากขึ้น งานวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดล (2569) พบว่าช่วงที่โรงเรียนและศูนย์การเรียนรู้ปิดในสถานการณ์โควิด-19 เด็กข้ามชาติวัยรุ่นหลุดจากการเรียนเพิ่มขึ้น พร้อมความเสี่ยงด้านโภชนาการและการคุ้มครองเด็ก
  2. ด้านทักษะและรายได้ เด็กที่ขาดพื้นฐานการอ่านเขียน คณิตศาสตร์ และภาษาไทย มีแนวโน้มเข้าสู่งานทักษะต่ำตั้งแต่อายุน้อย และส่งต่อความยากจนสู่รุ่นถัดไป
  3. ด้านสังคม ช่องว่างทางภาษาทำให้เข้าถึงบริการสาธารณะได้ยาก และลดโอกาสการอยู่ร่วมกันระหว่างชุมชนไทยกับชุมชนแรงงานข้ามชาติ
  4. ด้านกำลังคนของประเทศ ไทยกำลังเป็นสังคมสูงวัยและพึ่งพาแรงงานข้ามชาติมากขึ้น เด็กที่เติบโตในไทยวันนี้จำนวนไม่น้อยจะเป็นกำลังแรงงานในอนาคต การลงทุนด้านการศึกษาตั้งแต่ตอนนี้จึงเป็นการลงทุนกับเศรษฐกิจไทยเอง

ทั้งนี้ ความเสี่ยงข้างต้นเป็นผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากระบบไม่เข้าถึงเด็ก ไม่ได้หมายความว่าเด็กต่างชาติทุกคนจะต้องเผชิญปัญหาเหล่านี้

ภาพรวมทุกกลุ่ม: วัย 15–17 ปี และวัยประถมยังเป็นกลุ่มใหญ่

เมื่อพิจารณาตามช่วงอายุ ข้อมูล Dashboard แสดงว่าเด็กวัย 15–17 ปีมีจำนวนมากที่สุด 182,605 คน รองลงมาคือวัย 6–11 ปี 174,794 คน สองกลุ่มนี้รวมกัน 357,399 คน หรือราว 59% ของเป้าหมายทั้งหมด กลุ่มแรกอยู่ในช่วงต่อจากการศึกษาภาคบังคับสู่สายสามัญ อาชีวะ หรือตลาดแรงงาน ส่วนกลุ่มหลังอยู่ในวัยวางรากฐานการอ่านเขียนและคณิตศาสตร์ ซึ่งหากพลาดไปจะตามแก้ได้ยากในชั้นที่สูงขึ้น (Dashboard ไม่ได้แสดงการแยกช่วงอายุเฉพาะเด็กต่างชาติ)

บทเรียนต่างประเทศ: ปรับระบบให้รับความหลากหลาย ไม่ใช่แค่ตามหาตัวเด็ก

หลายประเทศที่มีเด็กย้ายถิ่นจำนวนมากใช้แนวทางที่ปรับตัวระบบโรงเรียนเอง เช่น โปรตุเกสจัดการสอนภาษาโปรตุเกสในฐานะภาษาที่สองให้เด็กที่ย้ายเข้าประเทศ ฟินแลนด์สอนภาษาของประเทศควบคู่กับสนับสนุนภาษาแม่ของเด็ก และแคนาดามีโครงการ Settlement Workers in Schools (SWIS) ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ประสานระหว่างโรงเรียนกับครอบครัวผู้ย้ายถิ่นโดยเฉพาะ แนวคิดร่วมคือ เด็กจะอยู่ในระบบได้ต่อเนื่องเมื่อโรงเรียนสื่อสารกับครอบครัวได้ และเด็กเรียนผ่านภาษาที่เข้าใจ

ข้อเสนอ: จาก “ติดตามให้ครบ” สู่ “พบตัว พาเข้าเรียน และอยู่ต่อได้”

  • แจกแจงรหัส 701 ตามสาเหตุ แยกให้ชัดว่าเป็นการย้ายถิ่น กลับประเทศ ข้อมูลซ้ำซ้อน หรือไม่ทราบสาเหตุ เพื่อวางมาตรการได้ตรงกลุ่ม
  • เชื่อมฐานข้อมูลข้ามหน่วยงาน ทั้งเลขประจำตัวผู้เรียนที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร (G-code) ข้อมูลแรงงานข้ามชาติ และข้อมูลสาธารณสุข เพื่อตามเด็กที่ย้ายถิ่นข้ามจังหวัด
  • นำศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติเข้าสู่ระบบข้อมูล พร้อมกลไกรับรองและเทียบโอนผลการเรียน เพื่อไม่ให้เด็กที่เรียนอยู่จริงถูกนับเป็น “ไม่พบตัวตน”
  • ผู้ประสานงานชุมชนและล่าม ในพื้นที่ที่มีแรงงานข้ามชาติหนาแน่น ทำหน้าที่เชื่อมโรงเรียน นายจ้าง และครอบครัว
  • ภาษาไทยเป็นภาษาที่สอง ควบคู่การสนับสนุนภาษาแม่ และลดอุปสรรคด้านเอกสารในขั้นตอนรับเข้าเรียน โดยแยกสิทธิทางการศึกษาออกจากการพิจารณาสถานะการเข้าเมืองตามเจตนารมณ์ของมติ ครม. 2548
  • วัดผลที่ผลลัพธ์จริง รายงานจำนวนเด็กที่กลับเข้าเรียนและยังเรียนต่อเนื่องหลัง 3, 6 และ 12 เดือน แยกไทย–ต่างชาติ แทนการรายงานเพียงจำนวนที่ติดตามแล้ว

บทสรุป

ตัวเลข “ติดตามแล้ว 51.9%” ดูเหมือนความคืบหน้าที่ไปได้ครึ่งทาง แต่เมื่อแยกดูเด็กต่างชาติ กลับพบว่าใน 112,831 คน ระบบพบตัวเด็กได้เพียง 17,302 คน ขณะที่อีก 45,924 คนตามแล้วแต่ไม่พบ เป้าหมาย Zero Dropout จะไปไม่ถึงหากเด็กกลุ่มนี้ยังมองไม่เห็นในฐานข้อมูล การศึกษาไม่ควรขึ้นอยู่กับสัญชาติหรือเอกสารของครอบครัว และในวันที่ไทยต้องการกำลังคนคุณภาพ เด็กทุกคนที่เติบโตบนแผ่นดินนี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของอนาคตประเทศ

แหล่งข้อมูล

หมายเหตุบรรณาธิการ: ตัวเลขสถานะการติดตามใช้ข้อมูล Dashboard ณ 7 พฤศจิกายน 2569 ตัวเลขแยกเด็กไทยคำนวณจากยอดรวมหักยอดเด็กต่างชาติ ตัวเลขใน Dashboard อาจเปลี่ยนแปลงตามการบันทึกข้อมูล และรหัส 701 ไม่ได้หมายความว่าเด็กสูญหายหรือไม่มีตัวตนทางกฎหมาย

You may also like...