เด็ก ม.ต้น 15% ให้ AI ทำการบ้านแทนเกือบทั้งหมด หลายคนมองว่า “ไม่ใช่การโกง” ขณะครูเกือบ 87% เปิดไฟเขียว แต่ไม่ถึงครึ่งสอนให้ตรวจคำตอบ

TDRI เปิดผลสำรวจนักเรียน 13,770 คนใน 3 จังหวัด พบ 63% ใช้ Gen AI เรียน แต่เกินครึ่งของคนที่เลิกใช้บอกว่า AI เคยให้คำตอบผิด และนักเรียนเพียง 14.6% มองว่าครูคือแหล่งเรียนรู้เรื่อง AI ที่ดีที่สุด
สรุปประเด็นสำคัญ
- นักเรียนราว 15% ยอมรับว่าให้ AI ทำการบ้านแทนเกือบทั้งหมด และไม่น้อยมองว่าใช้ AI ทำการบ้านโดยไม่ต้องบอกครูเป็นเรื่องปกติ ไม่ถือว่าโกง
- ครูเกือบ 87% อนุญาตและแนะนำให้ใช้ AI แต่ครูไม่ถึงครึ่งแนะนำให้ตรวจสอบความถูกต้องของคำตอบ
- ในกลุ่มที่เลิกใช้ AI มีถึง 57% ที่บอกว่าเคยได้คำตอบผิด
- ผู้ใช้ AI บ่อยมีคะแนนสูงกว่าเพียง 0.4–0.5 คะแนน ขณะที่การขยับสมรรถนะขึ้น 1 ระดับต้องใช้คะแนนเพิ่มอย่างน้อย 3–4 คะแนน
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ หรือ TDRI) เผยแพร่บทความ “Gen AI ความหวังใหม่ของการศึกษาไทย?” เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2569 บทความนี้นำเสนอผลสำรวจการใช้ Generative AI (Gen AI) ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น 13,770 คน และครู 330 คน ในกรุงเทพมหานคร ระยอง และเชียงใหม่ ระหว่างเดือนกันยายน 2568 ถึงมีนาคม 2569 สำรวจโดยทีมนโยบายด้านการปฏิรูปการศึกษาของทีดีอาร์ไอ ร่วมกับมูลนิธิวันเสาร์ และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)
ให้ AI ทำการบ้านแทน แต่ไม่คิดว่าเป็นการโกง
ผลสำรวจพบว่า นักเรียนราว 15% ยอมรับว่าให้ AI ทำการบ้านแทนเกือบทั้งหมด และนักเรียนจำนวนไม่น้อยมองว่าการใช้ AI ช่วยทำการบ้านเป็นเรื่องปกติ ไม่จำเป็นต้องแจ้งหรือขออนุญาตครู และไม่คิดว่าเป็นการโกง
นักเรียนบางส่วนยังสะท้อนความกังวลของตัวเองด้วย บางคนรู้สึกว่าได้ฝึกคิดและลงมือแก้ปัญหาด้วยตนเองน้อยลง บางคนมองว่าการเรียนรู้จำเป็นน้อยลงเพราะขอคำตอบจาก AI ได้ และบางคนเริ่มไม่มั่นใจที่จะทำการบ้านหรือแก้ปัญหาเองหากไม่มี AI ช่วย
ทีดีอาร์ไอมองว่าพฤติกรรมและมุมมองเหล่านี้เป็นสัญญาณน่ากังวลว่า Gen AI กำลังเข้ามาแทนที่กระบวนการคิดและการฝึกฝนของผู้เรียน หากแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไป อาจนำไปสู่การสูญเสียทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหาในระยะยาว
ครูเปิดไฟเขียว แต่ยังไม่ได้สอนให้ใช้อย่างรู้เท่าทัน
Gen AI ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือที่นักเรียนใช้เองนอกเวลาเรียนอีกต่อไป ครูเกือบ 87% ระบุว่าอนุญาตและแนะนำให้นักเรียนใช้ Gen AI ในการเรียน โดยเฉพาะเพื่อค้นหาข้อมูล ทำรายงาน และทำความเข้าใจบทเรียน มีครูเพียงส่วนน้อยที่ยังห้ามใช้
อย่างไรก็ตาม ครูเกือบ 70% กังวลว่า AI จะทำให้นักเรียนไม่ได้ฝึกคิดวิเคราะห์ แต่ ครูไม่ถึงครึ่งแนะนำให้นักเรียนตรวจสอบความถูกต้องของคำตอบจาก AI และมีเพียงราว 30% ที่พยายามอธิบายข้อจำกัดของ AI ให้นักเรียนเข้าใจ
ผลสำรวจยังพบว่า นักเรียนเพียง 14.6% มองว่าครูเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องการใช้ Gen AI ที่ดีที่สุด นักเรียนส่วนใหญ่ราว 67% ยกให้การเรียนรู้ด้วยตัวเองและโซเชียลมีเดียเป็นแหล่งเรียนรู้หลัก
ฝั่งครูเองก็ใช้ AI แพร่หลาย ครูเกือบทุกคนใช้ AI ทั้งในงานสอนและงานธุรการ และราว 63% ใช้อย่างน้อย 3–4 ครั้งต่อสัปดาห์ แต่ครูจำนวนไม่น้อยยอมรับว่ายังมีข้อจำกัดด้านทักษะ ทั้งการเขียนคำสั่ง การปรับเนื้อหาให้เหมาะกับผู้เรียน และการตรวจสอบความถูกต้องของคำตอบ
57% ของคนที่เลิกใช้ บอกว่า AI เคยตอบผิด
ในภาพรวม นักเรียนราว 63% ใช้ Gen AI ในการเรียน และมากกว่าครึ่งของกลุ่มนี้ใช้อย่างน้อย 3–4 วันต่อสัปดาห์ ส่วนใหญ่ใช้ค้นหาข้อมูล อธิบายเนื้อหาที่ไม่เข้าใจ และช่วยทำการบ้าน มีนักเรียนเพียง 14% ที่ไม่เคยใช้เลย และอีก 23% เคยใช้แต่เลิกไปแล้ว
ในกลุ่มที่เลิกใช้ 57% ระบุว่าเลิกเพราะ AI เคยให้คำตอบผิด และมากกว่า 30% รู้สึกว่า AI ทำให้ตัวเองเรียนรู้น้อยลง และกลัวอันตรายอื่น ๆ จากการใช้ ส่วนกลุ่มที่ไม่เคยใช้เลย 66% บอกว่าไม่รู้จะเริ่มอย่างไร หรือไม่รู้ว่าจะนำมาใช้ประโยชน์ในการเรียนได้อย่างไร
ใช้ AI บ่อย คะแนนสูงกว่าจริง แต่ยังห่างไกลจากการแก้ปัญหาพื้นฐาน
ทีดีอาร์ไอวัดทักษะการอ่าน (Reading Literacy) และการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) ด้วยแบบทดสอบที่คล้ายการประเมิน PISA แล้วเปรียบเทียบนักเรียนที่มีภูมิหลังและผลการเรียนใกล้เคียงกันด้วยวิธี Propensity Score Matching ผลคือ นักเรียนที่ใช้ Gen AI ค่อนข้างบ่อย (3–4 วันต่อสัปดาห์) หรือเกือบทุกวัน (6–7 วันต่อสัปดาห์) มีคะแนนสูงกว่ากลุ่มที่ไม่ใช้ราว 0.4–0.5 คะแนน
ทีดีอาร์ไอมองว่านี่เป็นสัญญาณบวก แต่ย้ำว่ายังสรุปไม่ได้ว่า AI เป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้คะแนนดีขึ้น และขนาดผลลัพธ์ค่อนข้างเล็ก
ภาพที่น่ากังวลกว่าคือ นักเรียนในการสำรวจราว 80% มีผลประเมินต่ำกว่าระดับ 2 ซึ่งเป็นระดับสมรรถนะพื้นฐานตามกรอบ PISA นักเรียนส่วนใหญ่จึงต้องขยับขึ้นอีก 1–2 ระดับจึงจะมีทักษะการอ่านและการคิดเพียงพอสำหรับแก้ปัญหาและใช้ชีวิตในสังคม โดยการขยับขึ้นแต่ละระดับต้องใช้คะแนนเพิ่มอย่างน้อยราว 3–4 คะแนน มากกว่าส่วนต่าง 0.4–0.5 คะแนนที่พบในกลุ่มผู้ใช้ AI หลายเท่า
เด็กเรียนเก่งใช้ AI มากกว่า เสี่ยงถ่างช่องว่าง
แม้ Gen AI ถูกคาดหวังว่าจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา แต่ผลสำรวจพบว่านักเรียนที่ผลการเรียนดีอยู่แล้วมีแนวโน้มใช้ AI มากกว่าและใช้อย่างเข้มข้นกว่ากลุ่มอื่น หากนักเรียนกลุ่มนี้ได้ประโยชน์จาก AI มากกว่า ช่องว่างระหว่างผู้เรียนก็อาจกว้างขึ้น
นักเรียนบางส่วนไม่ได้ใช้ AI เพราะขาดอุปกรณ์หรืออินเทอร์เน็ตที่มีคุณภาพ แต่ทีดีอาร์ไอชี้ว่าอุปสรรคที่ใหญ่กว่าคือการขาดความรู้และทักษะการใช้ Gen AI ขั้นพื้นฐาน
โจทย์ของการศึกษาไทย: ใช้ AI ช่วยคิด ไม่ใช่คิดแทน
ทีดีอาร์ไอสรุปว่า ผลของ Gen AI ต่อการเรียนรู้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับระบบการศึกษาที่กำหนดทิศทางการใช้งานด้วย หากปล่อยให้เป็นไปเอง นักเรียนบางกลุ่มอาจใช้ AI คิดแทนจนเสียโอกาสเรียนรู้ ขณะที่นักเรียนที่พร้อมกว่าจะได้ประโยชน์มากกว่า
โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การออกแบบการใช้ Gen AI ให้ผู้เรียนได้ฝึกคิดและเรียนรู้ได้ดีขึ้นอย่างทั่วถึง เช่น ใช้ระดมความคิดหรืออธิบายแนวคิดเบื้องต้น ซึ่งเป็นคำถามที่ครู โรงเรียน นักการศึกษา ผู้กำหนดนโยบาย และนักพัฒนาเทคโนโลยีการศึกษาต้องช่วยกันหาคำตอบ
ข้อควรทราบ: ผลสำรวจนี้มาจากนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นใน 3 จังหวัด (กรุงเทพมหานคร ระยอง เชียงใหม่) ไม่ใช่ตัวแทนนักเรียนทั้งประเทศ และตัวเลข 80% มาจากแบบทดสอบที่ทีมวิจัยออกแบบให้คล้าย PISA ไม่ใช่ผลสอบ PISA อย่างเป็นทางการ
ที่มา: TDRI — Gen AI ความหวังใหม่ของการศึกษาไทย? (11 ก.ค. 2569)